แนวทางปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ให้การสนับสนุน

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 นั้นตราขึ้นก่อนที่สหประชาชาติจะกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเลี้ยงดูทดแทน อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติหลายส่วนของพระราชบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติ ยกตัวอย่าง เช่น ข้อกำหนดให้สถานสงเคราะห์เด็กเอกชนทุกแห่งต้องจดทะเบียนกับภาครัฐ

ประเทศไทยได้ลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และยอมรับแนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทน โดยกำหนด เป็นกรอบการดำเนินงานในการพัฒนาระบบการดูแลเด็กให้ได้ตามเป้าหมาย

 

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามว่าจะต้องใช้เวลาดำเนินการอีกนานเพียงใดจึงจะสามารถบรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าวของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้

เราขอสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการต่างๆ ดังต่อไปนี้

 

  • ใช้อำนาจที่มีตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ในการกำกับดูแลและดำเนินการเพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของสถานสงเคราะห์เด็กเอกชนได้ โดยถือเป็นก้าวแรกในการนำแนวปฏิบัติฯ ไปบังคับใช้ให้เกิดผล
  • ตรากฎหมายใหม่เพื่อใช้กำกับการเลี้ยงดูและคุ้มครองเด็กให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติฯ และนำแนวปฏิบัติฯ ดังกล่าวไปใช้ให้เกิดผล อย่างจริงจังจริง โดยมีกระบวนการที่เข้มงวดเพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เราสนับสนุนให้บุคลากรภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเด็กที่อยู่ในภาวะเปราะบางนั้น

  • ศึกษาทำความเข้าใจแนวปฏิบัติฯ ดังกล่าว และดำเนินการเพื่อเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปการเลี้ยงดูเด็ก ให้เกิดผลจริงตามเจตนารมณ์ของแนวทางปฏิบัติ
  • เราเชื่อว่าการยุติปัญหาการพรากเด็กจากพ่อแม่โดยไม่จำเป็นในประเทศไทย และดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของภูมิภาคในการให้บริการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบครอบครัวที่มีคุณภาพสูงนั้นสามารถกระทำได้

หากท่านเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพระบบการเลี้ยงดูทดแทนในประเทศไทย และท่านคิดว่าเราสามารถช่วยเหลือท่านได้ โปรดติดต่อเรา

การพึ่งพิงสถาบันในประเทศไทย

มายาคติต่อสถานสงเคราะห์ในประเทศไทย:

ไม่ใช่เด็กกำพร้า แต่ทำไมต้องมาอยู่ในสถานสงเคราะห์

(EXPLORING THE “ORPHANAGE MYTH” IN THAILAND)

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากการสัมภาษณ์เด็ก 605 คนในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 โดยมุ่งศึกษาทำความเข้าใจ สถานการณ์และเหตุผลที่เด็กเข้าสู่สถานสงเคราะห์เด็กเอกชนซึ่งมิได้ขึ้นทะเบียนจำนวน 18 แห่ง ในอำเภอสังขละบุรี

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังศึกษามาตรฐานการเลี้ยงดูเด็ก ของสถานสงเคราะห์ดังกล่าว

เด็กร้อยละ 90 ยืนยันว่าอย่างน้อยพ่อหรือแม่ของตนยังมีชีวิตอยู่ เด็กส่วนใหญ่ระบุว่าความยากจน หรือผลพวงจากความยากจนนั้นเป็นสาเหตุที่สำคัญที่เด็กต้องเข้าสู่สถานสงเคราะห์เด็ก รายงานฉบับนี้ระบุว่าสถานรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้ยังมีคุณภาพการดำเนินงานแตกต่างอย่างมากจากแนวปฏิบัติที่ดีซึ่งกำหนดไว้ในแนวทางปฏิบัติการเลี้ยงดูทดแทน

วิกฤติที่มองไม่เห็น:

เมื่อสถานสงเคราะห์เด็กจำนวนมากอยู่นอกกฎหมาย

(A HIDDEN CRISIS, THE PROLIFERATION OF PRIVATE CHILDREN’S HOMES IN THAILAND)

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นจากการศึกษาข้อมูลออนไลน์ ในปี พ.ศ. 2559 และ 2560 เพื่อประมาณการจำนวนสถานรับเลี้ยงเด็กภาคเอกชนในประเทศไทย

สถานรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้เป็นที่พักพิงของเด็กหลายพันคนในประเทศไทย และดำเนินการโดยไม่มีการตรวจสอบดูแลจากภาครัฐ การที่สถานรับเลี้ยงเด็กเหล่านี้ดำรงอยู่เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการอีกมากเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติในเรื่องการเลี้ยงดูทดแทน

หากท่านพบเห็นหรือทราบข่าวเด็กตกอยู่ในภาวะอันตราย

โปรดติดต่อ

1300

ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วนคุ้มครองเด็ก

1387

มูลนิธิสายเด็กแห่งประเทศไทย

ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงดูทดแทนในประเทศไทย

Pin It on Pinterest

Share This