กฎหมายและประวัติความเป็นมา

การดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิเด็กมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2467

แนวทางดำเนินการที่ผ่านมามีผลต่อทัศนคติเกี่ยวกับสิทธิเด็ก  อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อกฎหมายปัจจุบัน รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับสิทธิเด็กในประเทศไทย

สาเหตุที่เราเชื่อว่าแนวทางด้านสิทธิเด็กเป็นเพียงหนทางเดียวที่จะสามารถทำงานร่วมกับเด็ก และทำงานเพื่อเด็กได้

ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ 195 ประเทศได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ทำให้ประเทศเหล่านั้นมีพันธกิจในการพัฒนากฎหมายและระบบการดูแลเด็กเพื่อให้ได้รับสิทธิในด้านต่างๆ อย่างสมบูรณ์ และเพื่อเป็นไปตามมาตรฐานการเลี้ยงดูเด็กตามที่กำหนดในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

หลายประเทศยังมีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการอีกหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนากฎหมาย การสร้างระบบ และการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการดูแลเด็ก นอกจากนี้ การดำเนินการเพื่อให้ประสบผลสำเร็จยังขึ้นอยู่กับการนำกฎหมายและระบบต่างๆ ไปใช้ให้เกิดผล และมีการบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

บางประเทศ เช่น ประเทศไทย สามารถพัฒนากฎหมายด้านการคุ้มครองเด็กในบางแง่มุมได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องว่างที่เกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัติงานที่เป็นชาวต่างชาติและชาวไทยโดยยังไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เมื่อไม่มีการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ จะเปิดช่องให้ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนทำงานกับเด็กตามแนวทางที่ตนเห็นว่า “ดี” แล้ว

ผลการสำรวจชาวต่างชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านเด็กในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานมีความหลากหลายมาก มีทั้งที่เป็นลักษณะแปลกประหลาด ดีอย่างยอดเยี่ยม และที่เป็นอันตราย

สิทธิเด็กในประเทศไทย

ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2489 และได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กฉบับปี พ.ศ. 2532 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2535

ปัจจุบัน พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายหลักที่มีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิเด็กในประเทศไทย ท่านสามารถ ดาวน์โหลดพระราชบัญญัติฉบับเต็มได้ที่นี่

  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันขึ้นไว้ใช้ ณ วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560
  • มาตร 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว
  • มาตรา 71 รัฐพึงเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะใช้บังคับมาแล้วเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า สามารถดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวให้เกิดผลสมบูรณ์และมีความเท่าเทียมกันทั่วประเทศไทย

ประเทศไทยมีกลไกการคุ้มครองเด็กมาเป็นระยะเวลานาน โดยมีบ้านพักเด็กและครอบครัวในทุกจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และยังมีในเขตปกครองพิเศษ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 – มาตราที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูทดแทน

มาตรา 82

ผู้ใดจัดตั้งหรือดำเนินกิจการสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟูตามมาตรา 52 โดยมิได้รับใบอนุญาตหรือใบอนุญาตถูกเพิกถอนหรือหมดอายุ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติในวรรคหนึ่งได้ยื่นคำขออนุญาตหรือยื่นคำขอต่อใบอนุญาตภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด การดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลนั้นให้เป็นอันระงับไป

มาตรา 83

เจ้าของหรือผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟูผู้ใดไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวง หรือระเบียบที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติในวรรคหนึ่งได้ดำเนินการแก้ไขหรือปฏิบัติตามคำแนะนำของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา 24 แล้ว การดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลนั้นให้เป็นอันระงับไป

มาตรา 84

ผู้ใดกระทำการเป็นผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟูโดยมิได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 55 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หมวด 6: มาตรา 51-62

สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟู

มาตรา 51 ปลัดกระทรวงมีอำนาจจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟู ได้ทั่วราชอาณาจักร และผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟูภายในเขตจังหวัดนั้น

หน่วยงานอื่นของรัฐนอกจากที่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้อาจจัดตั้งและดำเนินกิจการได้เฉพาะสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยแจ้งให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีทราบ และให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแนะนำหรือสนับสนุนการจัดตั้งและการดำเนินการดังกล่าว

มาตรา 52 ภายใต้บังคับของมาตรา 51 ผู้ใดจะจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟู ต้องขอรับใบอนุญาตต่อปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี

การขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การขอต่ออายุใบอนุญาต การให้ต่ออายุใบอนุญาต การขอรับใบแทนใบอนุญาตที่สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด การออกใบแทนใบอนุญาต และการเพิกถอนใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้เสียค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 53 ให้ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด กำกับดูแลและส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟูที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ

มาตรา 54 ในสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟูจะต้องไม่ดำเนินกิจการในลักษณะแสวงหากำไรในทางธุรกิจ และต้องมีผู้ปกครองสวัสดิภาพเป็นผู้ปกครองดูแลและบังคับบัญชา

การดำเนินงานของสถานที่ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ปลัดกระทรวงกำหนด

มาตรา 55 ให้ปลัดกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟู ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา 56 ผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานแรกรับมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) รับตัวเด็กที่จำต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพไว้เพื่อสืบเสาะและพินิจเด็กและครอบครัว วินิจฉัยกำหนดวิธีการที่เหมาะสมในการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กแต่ละคน ถ้าจำเป็นอาจรับตัวเด็กไว้ปกครองดูแลชั่วคราวได้ไม่เกินสามเดือน

(2) สืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และฐานะของเด็กที่จำต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพรวมทั้งของผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กอาศัยอยู่ด้วย ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับเด็ก และมูลเหตุที่ทำให้เด็กตกอยู่ในสภาวะจำต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(3) จัดให้มีการตรวจสุขภาพกายและสุขภาพจิต พร้อมทั้งดำเนินการรักษาเยียวยาแก่เด็กที่อยู่ในความปกครองดูแล

(4) จัดที่พักอาศัย ที่หลับนอน เครื่องนุ่งห่ม ให้เหมาะสมและถูกสุขลักษณะ และจัดอาหารให้ถูกอนามัยและเพียงพอแก่เด็กที่อยู่ในความปกครองดูแล

(5) จัดการศึกษา การกีฬา และนันทนาการให้แก่เด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลให้เหมาะสมกับวัยและสภาพของเด็กแต่ละคน

(6) จัดส่งเด็กที่ได้ดำเนินการตาม (1) และ (2) ไปยังสถานสงเคราะห์ สถานพัฒนาและฟื้นฟู โรงเรียน หรือสถานที่อื่นใดที่มีวัตถุประสงค์ในการสงเคราะห์ หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้เหมาะสมกับวัยและสภาพของเด็กแต่ละคน

(7) มอบตัวเด็กแก่ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เหมาะสมและยินยอมรับเด็กไว้อุปการะเลี้ยงดูและถ้าเห็นสมควรอาจยื่นคำขอให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี แต่งตั้งผู้คุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กตามมาตรา 48

(8) ให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือแก่ผู้ปกครอง ในกรณีที่เด็กจำต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ
ผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานแรกรับต้องดำเนินการให้เด็กสามารถกลับไปอยู่กับผู้ปกครองก่อน ส่วนการจัดให้เด็กไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือสถานพัฒนาและฟื้นฟู ให้ดำเนินการเป็นวิธีสุดท้าย

มาตรา 57 ผู้รับใบอนุญาตและผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานสงเคราะห์และสถานคุ้มครองสวัสดิภาพที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นต้องควบคุมดูแลให้มีการรับเด็กที่จำต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพทุกคนไว้อุปการะเลี้ยงดู

มาตรา 58 ผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานสงเคราะห์มีอำนาจและหน้าที่ตามมาตรา 56 (1) (2) (3) และ (4) และให้มีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) จัดการศึกษา อบรม สั่งสอน และฝึกหัดอาชีพแก่เด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของสถานสงเคราะห์ให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

(2) จัดบริการแนะแนว ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือแก่ผู้ปกครอง

(3) สอดส่องและติดตามให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือแก่เด็กที่ออกจากสถานสงเคราะห์ไปแล้ว เพื่อเป็นการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กที่เคยอยู่ในสถานสงเคราะห์มิให้กลับไปสู่สภาพเดิม

การสืบเสาะและพินิจตามมาตรา 56 (2) ถ้าเป็นกรณีที่เด็กถูกส่งมาจากสถานแรกรับซึ่งมีรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว อาจงดการสืบเสาะและพินิจก็ได้

มาตรา 59 ผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานคุ้มครองสวัสดิภาพมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) ปกครองดูแลและอุปการะเลี้ยงดูเด็กที่อยู่ในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพ

(2) จัดการศึกษา อบรม และฝึกอาชีพแก่เด็กที่อยู่ในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพ

(3) แก้ไขความประพฤติ บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางร่างกายจิตใจแก่เด็กที่อยู่ในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพ

(4) สอดส่องและติดตามให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือแก่เด็กที่ออกจากสถานคุ้มครองสวัสดิภาพไปแล้ว

มาตรา 60 ผู้ปกครองสวัสดิภาพของสถานพัฒนาและฟื้นฟูมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) รับเด็กที่จำต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพด้านร่างกายหรือจิตใจไว้ปกครองดูแล

(2) ทำการสืบเสาะและพินิจเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูเด็กแต่ละคน

(3) จัดการศึกษา ฝึกอบรม สั่งสอน บำบัดรักษา แนะแนว และฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้เหมาะสมแก่เด็กแต่ละคนที่อยู่ระหว่างการปกครองดูแล

มาตรา 61 ห้ามมิให้เจ้าของ ผู้ปกครองสวัสดิภาพ และผู้ปฏิบัติงานในสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานแรกรับ สถานสงเคราะห์ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ และสถานพัฒนาและฟื้นฟู ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ กักขัง ทอดทิ้ง หรือลงโทษเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลโดยวิธีการรุนแรงประการอื่น เว้นแต่กระทำเท่าที่สมควรเพื่ออบรมสั่งสอนตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

มาตรา 62 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงหรือผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ผู้ปกครองสวัสดิภาพเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ความเป็นมาเกี่ยวกับสิทธิเด็ก

Eglantyne Jebb (พ.ศ. 2419 – 2471) หรือที่รู้จักกันในนาม White Flame นั้นเป็นหญิงสาวชาวอังกฤษที่เริ่มตั้งกองทุนที่ชื่อว่า Save the Children Fund ในปีพ.ศ. 2462 เพื่อช่วยเหลือให้อาหารเด็กอดอยากในประเทศเยอรมนีและออสเตรีย

ในปีพ.ศ. 2467 Eglantyne ไม่เพียงแต่ได้ร่างปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แต่ยังดำเนินการให้สมาชิกสันนิบาตชาติลงนามในเมืองเจนีวาเพื่อรับเอาปฏิญญาดังกล่าวไปใช้ปฏิบัติด้วย

ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

  1. เด็กต้องได้รับปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถพัฒนาได้ตามปกติ ทั้งที่เป็นปัจจัยด้านวัตถุและจิตใจ
  2. ในกรณีที่มีภาวะยากลำบาก เด็กต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก
  3. เด็กต้องอยู่ในสภาพที่สามารถดำรงชีพได้ และต้องได้รับความคุ้มครองให้ปลอดภัยจากการแสวงหาประโยชน์ในทุกรูปแบบ
  4. เด็กต้องได้รับการเลี้ยงดูให้มีความสำนึกว่าตนต้องทุ่มเทความสามารถของตนเพื่อช่วยเหลือมนุษย์อื่น

ปฏิญญาของ Eglantyne Jebb นี้ได้รับการรับรองโดยสมาชิกสันนิบาตชาติในปี พ.ศ. 2467

สงครามโลกครั้งที่สองยุติลงในปี พ.ศ. 2488 ต่อมาจึงเกิดองค์การสหประชาชาติขึ้นเพื่อทดแทนสมาชิกสันนิบาตชาติ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างสันติภาพที่มีความถาวรให้เกิดขึ้นระหว่างชาติต่างๆ

ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในวันที่ 16 ธันวาคมปี พ.ศ. 2489 ในปัจุบัน ในบรรดาประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวที่มีประวัติความเป็นมากับสหประชาชาติยาวนานที่สุด โดยเข้าเป็นสมาชิกในปี พ.ศ. 2488

สหประชาชาติตระหนักถึงความจำเป็นในการให้ดูแลและคุ้มครองเด็กเพิ่มเติม ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2502 จึงได้ปรับปรุงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กฉบับปี ค.ศ. 1924 ขึ้น

 

โดยหลักการที่สำคัญ 10 ข้อ ภายใต้ปฏิญญาสากลดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

ข้อ 1.  เด็กและเยาวชนพึงได้รับสิทธิเท่าเทียมกันโดยปราศจากการแบ่งแยกหรือกีดกัน ไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ในเรื่อง เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคมทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ ไม่ว่าจะของเด็กหรือของครอบครัวก็ตาม

ข้อ 2.  เด็กและเยาวชนพึงได้รับการพิทักษ์คุ้มครองเป็นพิเศษ อันจะช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาทั้งทางกาย ทางสมอง และจิตใจเพื่อให้ร่วมอยู่ในสังคมได้อย่างปกติชน

ข้อ 3.  เด็กและเยาวชนมีสิทธิที่จะได้มีชื่อ และมีสัญชาติ แต่กำเนิด

ข้อ 4.  เด็กและเยาวชนพึงได้รับความมั่นคงทางสังคม และเติบโตอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นทั้งแม่และเด็กควรได้รับการดูแลและคุ้มครองเป็นพิเศษ ทั้งเมื่ออยู่ในครรภ์ และภายหลังเมื่อคลอดแล้ว โดยได้รับสิทธิในเรื่องที่อยู่อาศัย ได้รับอาหาร ได้รับการดูแลทางแพทย์ และโดยเฉพาะเด็กๆ ให้ได้รับการเล่นรื่นเริงเพลิดเพลินด้วย

ข้อ 5. เด็กและเยาวชนที่พิการทั้งทางร่างกาย สมอง และจิตใจ มีสิทธิที่จะได้รับการรักษาพิเศษ หมายถึงการดูแลรักษาและการศึกษาที่เหมาะสมกับสภาวะของเด็กโดยเฉพาะ

ข้อ 6. เด็กและเยาวชนพึงได้รับความรัก และความเข้าใจอันจะช่วยพัฒนาบุคลิกของตน โดยเติบโตอยู่ในความรับผิดชอบของบิดา มารดาของเด็กเอง และในทุกกรณีเด็กจะต้องอยู่ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นปลอดภัย และไม่พลัดพรากจากพ่อแม่ในกรณีที่เด็กไม่มีครอบคร้ว หรือมาจากครอบครัวที่ยากจน และมีลูกมากก็จะได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ จากรัฐหรือองค์การต่างๆ

ข้อ 7. เด็กและเยาวชนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาซึ่งครูควรจะจัดให้เปล่าอย่างน้อยในชั้นประถมศึกษา เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมโดยทั่วๆ ไป และให้เด็กเติบโตเป็นสมาชิกผู้ยังประโยชน์ต่อสังคมคนหนึ่ง การศึกษานี้คลุมไปถึงการแนะแนวทางชีวิต ซึ่งมีบิดามารดาเป็นผู้รับผิดชอบก่อนบุคคลอื่นๆ เด็กจะต้องมีโอกาสได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน จากการเล่นและรื่นเริงพร้อมกันไปด้วย

ข้อ 8. เด็กและเยาวชนจะเป็นบุคคลแรกที่ได้รับการคุ้มครองและสงเคราะห์ในทุกกรณี

ข้อ 9. เด็กและเยาวชนพึงได้รับการปกป้องให้พ้นจากการถูกทอดทิ้ง จากความโหดร้ายทารุณ และการถูกข่มเหง รังแกทุกชนิด เด็กจะต้องไม่กลายเป็นสินค้า ไม่ว่าในรูปใดจะต้องไม่มีการรับเด็กเข้าทำงานก่อนวัยอันสมควร ไม่มีการกระทำใดๆ อันจะมีชักจูงหรืออนุญาติเด็กให้จำต้องรับจ้างทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นผลร้ายต่อสุขภาพของเด็ก หรือเป็นเหตุให้การพัฒนาทางกายทางสมองและทางจิตใจของเด็กต้องเสื่อมลง

ข้อ 10. เด็กและเยาวชนพึงได้รับการคุ้มครองให้พ้นจากการกระทำที่แสดงถึงการกีดกัน แบ่งแยกไม่ว่าทางเชื้อชาติ ศาสนาหรือรูปใดๆ เด็กจะต้องได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมา “ในภาวะแห่งจิตที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ และมีการหย่อนหนักหย่อนเบามิตรภาพระหว่างชนชาติต่างๆ สันติภาพ และภาพสากล และด้วยการสำนึกเต็มที่ว่าพลกำลังและความสารถพิเศษในตัวเขา ควรจะอุทิศเพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

คลิกที่นี่เพื่ออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเป็นมา

ปฏิญญาสากลดังกล่าวมีประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติทั้งสิ้น 78 ประเทศร่วมลงนามในปีพ.ศ. 2502 แม้ว่าปฏิญญาสากลดังกล่าวยังขาดคำจำกัดความของคำว่า “เด็ก” ที่มีความชัดเจน แต่ถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญในการตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิส่วนบุคคลของเด็ก สำหรับประเทศที่เป็นสมาชิกประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศบรูไน ประเทศสิงคโปร และประเทศเวียดนามยังมิได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเมื่อมีการลงนามปฏิญญาสากลฉบับปี ค.ศ. 1959

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนี้ สมัชชาใหญ่ตกลงรับและเปิดให้ลงนามเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ซึ่งวันเป็นครบรอบ 30 ปีของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 196 ประเทศ ยกเว้นสหรัฐอเมริกามีพันธกิจที่จะปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในปี พ.ศ. 2532 แล้ว แต่สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถให้สัตยาบันอนุสัญญา (เพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของอนุสัญญา) ดังกล่าวได้ เหตุผลเพราะแต่ละรัฐในสหรัฐอเมริกามีอำนาจในการปกครองตัวเอง ทำให้ทุกรัฐจะต้องตกลงที่จะปฏิบัติตามอนุสัญญา แต่กลุ่มผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกายังเห็นว่าแนวคิดที่กำหนดให้เด็กมีสิทธิส่วนบุคคลเหนือขอบเขตของพ่อแม่นั้นเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม มีข้อพิจารณาว่าทุกประเทศมีความคืบหน้าในการนำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กไปใช้ปฏิบัติให้เกิดผลสมบูรณ์ โดยแต่ละประเทศสามารถดำเนินการได้ช้าเร็วแตกต่างกัน แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมิได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แต่โดยทั่วไปแล้วมาตรฐานด้านการเลี้ยงดูเด็กของสหรัฐอเมริกาจะสูงกว่าการให้บริการดูแลเด็กของทั้ง 196 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ ในทุกรูปแบบ

ในปี พ.ศ. 2534 มีการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ โดยประกอบด้วยสมาชิก 18 ประเทศ ที่ได้รับการลงคะแนนเสียงจากประเทศสมาชิกแห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี รัฐภาคี 195 รัฐที่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนั้นต้องจัดทำงานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิเด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรายงานเกี่ยวกับความคืบหน้าในการนำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กไปใช้ปฏิบัติให้เป็นผล

คณะกรรมการสิทธิเด็กนี้มีหน้าที่ให้คำแนะนำ และให้การส่งเสริมชาติต่างๆ ตลอดจนเสนอแนะให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือจัดทำพิธีสารเพิ่มเติมสำหรับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในกรณีที่พบว่าอนุสัญญาดังกล่าวยังมีช่องว่าง

ประเทศไทยโดย นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์เป็นสมาชิกคณะกรรมการสิทธิเด็กระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2555

ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิเด็ก ปัญหาเด็กถูกแยกจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่นั้น “เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและร้ายแรง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการสิทธิเด็กพิจารณาเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. เด็กจำนวนมากที่เข้าสู่การเลี้ยงดูทดแทน ในหลายประเทศ ส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาความยากจนของครอบครัว
  2. เด็กได้รับการดูแลภายใต้เงื่อนไขต่างๆ
  3. เด็กที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ที่ตามปกติควรจะได้รับจากพ่อแม่นั้นเป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเปราะบาง และยังไม่ได้รับการให้ความสำคัญอย่างเพียงพอ

มีช่องว่างอย่างมากระหว่างเจตนารมณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูทดแทน หรือเด็กที่มีความเสี่ยงต้องเข้ารับการเลี้ยงดูทดแทน ในปี พ.ศ. 2547 คณะกรรมการสิทธิเด็กให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก

รัฐบาลในทุกประเทศยอมรับแนวปฏิบัติฯ ดังกล่าวในปี พ.ศ. 2552 แม้ว่าแนวทางปฏิบัตินี้จะไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย แต่ก็มีการใช้ปฏิบัติเพื่อติดตามตรวจสอบรายงานความคืบหน้าที่ประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กทั้ง 195 ประเทศ ได้จัดทำเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 คณะกรรมการสิทธิเด็กได้จัดทำคู่มือ “Moving Forward, Implementing the Guidelines for the Alternative Care of Children” ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญเพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าใจหลักการที่สำคัญของแนวทางปฏิบัติฯ และยังแสดงตัวอย่างวิธีการที่บางประเทศนำหลักการที่สำคัญดังกล่าวนั้นไปใช้ปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จ

คลิกที่นี่เพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยงดูทดแทนในประเทศไทย

Pin It on Pinterest

Share This